วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ศาลมีมติเอกฉันท์ทักษิณปกปิดอำพรางหุ้นโดยผ่านนอมินี ใช้ตำแหน่งหน้าที่แปลงสัมปทานฯ เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป ทำชาติเสียหาย 6 หมื่นล้าน

(เบื้องต้น)

ศาลมีมติเอกฉันท์ทักษิณปกปิดอำพรางหุ้นโดยผ่านนอมินี ใช้ตำแหน่งหน้าที่แปลงสัมปทานฯ
เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป ทำชาติเสียหาย 6 หมื่นล้าน



ภายหลังจากอ่านคำร้องของอัยการสูงสุดในฐานะผู้ร้องและคำคัดค้านของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
และผู้คัดค้านทั้ง 22 คนแล้ว ศาลฎีกาฯ จึงอ่านคำวินิจฉัยในประเด็นแรก

ประเด็นข้อกฎหมาย

1.วินิจฉัย ศาลมีอำนาจพิจารณาคดี

วินิจฉัยในประเด็นแรก คือ ศาลมีอำนาจในการพิจารณาคดีนี้ ตามที่ผู้คัดค้านคัดค้านหรือไม่

โดยวินิจฉัยว่า การตรวจสอบของ คตส.เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปตามอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมืองได้ ตามมาตรา 9 (1) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมือง เป็นมติเอกฉันท์

2.วินิจฉัย คตส.มีอำนาจตรวจสอบโดยชอบ

ประเด็นวินิจฉัยต่อมา คตส.มีอำนาจถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่

ศาลวินิจฉัยว่า เป็นการดำเนินการภายใต้ขอบอำนาจตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ส่วนที่ คตส.แต่งตั้งอนุ คตส.นั้น เห็นว่า
คตส.ใช้อำนาจตามประกาศ คปค. สามารถแต่งตั้งได้ และไม่ล่วงเลยระยะเวลาตามที่ผู้คัดค้าน ทำการคัดค้าน เพราะมีกรอบเวลาชัดเจน
หากไม่เสร็จสิ้นต้องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ ทั้งหมดเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฏหมาย รวมทั้งประเด็นที่คตส.บางคน เช่น
นายกล้านรงค์ จันทิก นายบรรเจิด สิงคะเนติ และนายแก้วสรร อติโพธิ เป็นปฏิปักษ์ของผู้ถูกร้อง แต่งตั้งเป็นประธานอนุฯ คตส.นั้น
ชอบแล้วด้วยกฎหมาย และ ป.ป.ช.จึงมีอำนาจดำเนินการแทน คตส.ได้ก็ชอบแล้วด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ คดีนี้ไม่เกี่ยวกับคดีอาญา แต่เป็นคดีแพ่ง จึงไม่จำเป็นต้องให้ผู้ถูกกล่าวหามาศาล

มีมติเอกฉันท์ ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้


3.วินิจฉัย คำร้องของอัยการไม่เคลือบคลุม

วินิจฉัย คำร้องที่ให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 76,621,603,061.05 บาท ของอัยการสูงสุดในฐานะผู้ร้อง
แจ้งชัดและไม่เคลือบคลุม โดยมีมติเอกฉันท์

ประเด็นข้อเท็จจริง

1. ปกปิดอำพรางหุ้น โดยผ่านนอมินี

ประเด็นวินิจฉัยผู้ถูกกล่าวหาปกปิดอำพรางหุ้นหรือไม่ วินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 วาระ
ยังถือหุ้นไว้ แต่ปี 2549 รวบรวมหุ้นทั้งหมดขายให้เทมาเส็ก โดยมีการโอนหุ้นให้กับผู้คัดค้านหลายคนจริง
ผู้ถูกกล่าวหาแม้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2544 แล้ว ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจดำเนินนโยบายและแต่งตั้งกรรมการ
ในบริษัทชินคอร์ปจริง การควบคุมนโยบายของผู้ถูกกล่าวหาผ่านทางคณะกรรมการบริษัทชินคอร์ปจริง

มีมติเป็นเอกฉันท์ ผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1 มีหุ้นในเทมาเส็กจริง


2.การแปลงสัมปทานฯ เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป

วินิจฉัยว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป และเป็นเหตุให้ชาติเสียหาย เพราะภาษีสรรพสามิตหายไป 6 หมื่นล้านเศษ

มีมติด้วยเสียงข้างมาก ผู้ถูกกล่าวหา ใช้ตำแหน่งหน้าที่ ตรา พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ ทำให้ชาติเสียหาย


3.กรณีปรับลดส่วนแบ่งรายได้ในระบบบัตรเติมเงิน (Prepaid)

วินิจฉัยว่าการแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้วยการปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่
แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (PREPAID CARD) เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส (เอไอเอส )

จึงมีมติเสียงข้างมาก เป็นการแก้ไขสัญญา เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท
ที่มา http://www.konthaiuk.com/forum/index.php?topic=9704

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ยึดหรือไม่ยึด ..... คนไทยเขาก็จะเดินไปพร้อมกับ พตท.ทักษิณ เหมือนเดิม

ยึดหรือไม่ยึด ..... คนไทยเขาก็จะเดินไปพร้อมกับ พตท.ทักษิณ เหมือนเดิม

โดย คุณอัคนี คคนัมพร
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
25 กุมภาพันธ์ 2553

ที่บ้านเมืองของเรายุ่งอยู่ทุกวันนี้ มีสาเหตุใหญ่มาจากเรื่องเดียวคือ การยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549

การยึดอำนาจครั้งนั้น มีเป้าหมายประการเดียวคือ กำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เป้า หมายการยึดอำนาจจากประชาชน 64 ล้านคน เพียงเพื่อขจัดบุคคลเพียงคนเดียว ย่อมเป็นเรื่องไม่มีเหตุผล ไม่มีสาระจนกลายเป็นเรื่องเหลวไหลไปเลยทีเดียว

เพื่อให้เป้าหมายบรรลุผล หรือเพื่อขจัดการต่อต้าน คณะผู้ยึดอำนาจอ้างความเลวร้าย 4 ประการของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ

1.ทำให้ประชาชนแตกสามัคคี
2.ทำลายระบบราชการ แทรกแซงองค์กรอิสระ
3.ทุจริตคอร์รัปชัน
4.มีการกระทำอันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

คม ช. หรือคณะผู้ยึดอำนาจในขณะนั้น คิดหาเหตุแห่งการยึดอำนาจได้เพียงเท่านี้ แล้วก็ตกเป็นภาระหน้าที่ที่ต้องพิสูจน์ให้ประชาชนประจักษ์ความจริง ปรากฏว่าพิสูจน์ไม่ได้สักข้อเดียว

ข้อ 1 นั้นปรากฏในเวลาต่อมาว่า คมช. ทำให้ประชาชนแตกแยกกันได้มากกว่า

ข้อ 2 ปรากฏในเวลาต่อมาว่า คมช. แทรกแซงองค์กรอิสระมากกว่า ถึงขั้นตั้งตัวบุคคลเอง กำกับเอง ออกกฎหมายให้อำนาจเอง เพื่อเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณคนเดียว

ข้อ 3 จนถึงวันนี้ ยังพิสูจน์ไม่ได้สักคดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณทุจริต

ข้อ 4 อัยการก็สั่งไม่ฟ้องไปแล้วทุกข้อหา

ทั้ง ที่เหตุทั้ง 4 ข้อไร้มูลความจริงอย่างนี้ คณะรัฐประหารยังไม่รู้สึกอับอาย และไม่ได้แสดงความรับผิดชอบต่อคนไทยผู้ได้รับความเสียหายเลยแม้แต่น้อย

เฉพาะ ตัว พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร นั้น ท่านยังได้ประกาศนโยบายส่วนตัวกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ และระบอบทักษิณ ด้วยบันได 4 ขั้น ย้ำกันอีกทีให้เห็นกันชัดๆ ว่าบันได 4 ขั้นประกอบด้วย

1. ยุบพรรคไทยรักไทย
2. แยกสลายจนกว่าจะไร้พลังเคลื่อนไหว
3. สนับสนุนพรรคการเมืองอื่นขึ้นแทนที่
4. ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ

มาตรการบันได 4 ขั้นนี้ เป็นมาตรการนอกเหนือจากมาตรการหฤโหดก่อนหน้าการยึดอำนาจ

นั่นคือการลอบสังหาร

แต่ เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณยังมีบุญคุ้มหัวอยู่บ้าง ทำให้รอดชีวิตมาได้ เพื่อจะได้ฟันฝ่าต่อไปจากอุปสรรคบันได 4 ขั้น เรื่องของเรื่องก็ต้องประสบกับปัญหาที่เรากำลังลุ้นกัน และกำลังจะรู้ผลลัพธ์ในวันพรุ่งนี้

นั่นคือการยึดหรือไม่ยึดทรัพย์สิน

การ ยึดหรือไม่ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของ พ.ต.ท.ทักษิณกับคณะนั้น ได้มีการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันมาแล้วมากราย ผู้เขียนเองก็พลอยเล่นสงกรานต์กับเขาแล้วด้วย เพียงแต่ประเด็นของผู้เขียน เน้นถึงเรื่องความไม่ชอบธรรมของกระบวนการยึดทรัพย์เท่านั้น ไม่ค่อยจะได้พูดถึงรายละเอียดของคดี

แต่ช่างเถอะ เพราะเหลือเวลาอีกเพียงวันเดียว เราก็จะได้รู้กันแล้วว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯท่านจะตัดสินว่าอย่างไร พูดไปก็ไร้ประโยชน์

มาดูกันดีกว่าว่า ต่อไปประเทศนี้จะเดินไปทางไหน เพราะถึงอย่างไรโลกก็จะไม่แตกในวันพรุ่งนี้

ความเห็นของผู้เขียนเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น กลายเป็นบุคคลที่ฆ่าไม่ตาย ทำร้ายไม่บาดเจ็บไปเสียแล้ว

3 ปีเศษผ่านไป คณะผู้ยึดอำนาจ มีแต่เสื่อมทรุด พ.ต.ท.ทักษิณมีแต่พวยพุ่ง รุ่งเรือง

ประชาชนคนไทยต้องการ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่าๆ กับที่สาปส่งฝ่ายอำมาตย์

ยึดทรัพย์หรือไม่ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณก็เป็นที่ต้องการของมหาชน

คมช. เลยไร้ความหมาย
คตส. ก็ไร้ความหมาย
ศาลฎีกาก็มีฐานะไม่ต่างกัน
อำมาตย์ยังต้องออกทะเลไปเลย

คนไทยเขาจะเดินไปพร้อมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ที่มา http://thaienews.blogspot.com/2010/02/blog-post_25.html

Blacklist! 212 คนสีแดง


Blacklist! 212 คนสีแดง

วันนี้ การใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ในการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับกับพฤติกรรม 2 มาตรฐาน ของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ด้วยเห็นว่า เป็นการทำร้ายประเทศชาติอย่างสาหัสสากรรจ์ จึงออกมาเรียกร้องความยุติธรรม และต้องการหยุดยั้งอำนาจกลุ่มอำมาตยาธิปไตย

แต่กลับกลายเป็นถูกกลุ่มอำมายาธิปไตย หมายหัวว่า เป็นปรปักษ์ที่ต้องหาทางเล่นงานไปด้วย

ไม่ น่าเชื่อว่า การเมืองไทยในปี 2553 จะถอยหลังก้าวเข้าสู่ยุคมืด ยุคทมิฬ มากขึ้นทุกที ย้อนกลับไปมืดมิดเสียยิ่งกว่ายุคเผด็จการทหารในอดีต หรือยุคทหารทำลายล้างทหารในอดีตเสียอีก

การที่การเมืองของไทย ต้องย้อนหลังกลับไปกว่า 50 ปี ทั้งหมดล้วนเป็นผลงานกระบวนการทำลายล้างประชาธิปไตย ของกลุ่ม
อำ มาตยาธิปไตย และนายทหารสาย คมช. ที่มุ่งทำลายล้างทางการเมือง ต้องการกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ให้กลับมาบนถนนการเมืองได้อีกต่อไป จึงทำให้แม้แต่บรรดาคนรอบข้าง คนที่เกี่ยวข้องมีสายสัมพันธ์ หรือกระทั่งคนที่มีวิญญาณอิสระและเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง ก็ถูกพุ่งเป้าหมายหัวไปตามๆ กัน

ทั้งๆ ที่กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง ออกมาแสดงการไม่ยอมรับระบบอำมาตยาธิปไตย ที่ครอบงำประเทศชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นประชาชนคนไทยบนผืนแผ่นดินไทย ที่ไม่ได้แตกต่างหรือด้อยสิทธิ์ไปกว่าอำมาตย์คนใดๆ เลย และก็มีความจงรักภักดี และหวงแหนประเทศชาติ ไม่ได้น้อยไปกว่ากลุ่มคนที่พยายามอ้างความจงรักภักดีต่อชาติด้วยเช่นกัน

แต่ วันนี้ การใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนใ นการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับกับพฤติกรรม 2 มาตรฐาน ของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ด้วยเห็นว่า เป็นการทำร้ายประเทศชาติอย่างสาหัสสากรรจ์ จึงออกมาเรียกร้องความยุติธรรม และต้องการหยุดยั้งอำนาจกลุ่มอำมาตยาธิปไตย

แต่กลับกลายเป็นถูกกลุ่มอำมาตยาธิปไตย หมายหัวว่า เป็นปรปักษ์ที่ต้องหาทางเล่นงานไปด้วย

ใคร จะเชื่อว่า ในปี พ.ศ. 2553 จะมีการทำรายชื่อบัญชีดำประชาชนคนไทยออกมามากมายถึง 212 รายชื่อ โดยออกมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ประเดิมศักราชกันเลยทีเดียว

โดย 100 รายชื่อในชุดเครือญาติ คนใกล้ชิด นักการเมือง นักธุรกิจ นายทุน สื่อ ข้าราชการและอดีตข้าราชการ ไม่เว้นแม้แต่ตำรวจและทหาร ประกอบด้วย

1.นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์
2.นายพายัพ ชินวัตร
3.นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
4.พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์
5.นายบรรณพจน์ ดามาพงษ์
6.นางเยาวเรศ ชินวัตร
7.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
8.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย
9.นายนพดล ปัทมะ
10.นายชานนท์ สุวสิน

11.นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
12.พล.ท.ปรีชา วรรณรัตน์
13.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย
14.นายยงยุทธ ติยะไพรัช
15.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
16.นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล
17.นายสมชาย สุนทรวัฒน์
18.นายโภคิน พลกุล
19.พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิต
20.นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

21.นายสุชน ชาลีเครือ
22.นายประเกียรติ นาสิมา
23.นางอรุณลักษณ์ กิจเลิศไพโรจน์
24.นายสุธา ชันแสง
25.นต.ศิธา ทิวารี
26.นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพท.
27.นายไพจิต ศรีวรขาน
28.นายสันติ พร้อมพัฒน์
29.นายปกรณ์ บูรณปกรณ์
30.นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล

31.นายสิทธิชัย กิตติธเนศวร
32.นายประชา ประสพดี
33.นายสามารถ แก้วมีชัย
34.นายประยุทธ มหากิจศิริ นักธุรกิจ (เนสกาแฟ)
35.นายวิทยา บูรณศิริ
36.นายอนันต์ อัศวโภคิน นักธุรกิจ (แลนด์แอนด์เฮ้าส์)
37.นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีคลัง
38.นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม นักธุรกิจ (แกรมมี่)
39.นายประชา มาลีนนท์ นักการเมืองนักธุรกิจ (ช่อง 3)
40.นายบุญคลี ปลั่งศิริ อดีตผู้บริหารเครือชินวัตร

41.นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตนายแบงก์
42.นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ นักธุรกิจ(อิมพีเรียล)
43.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้บริหารมืออาชีพ
44.นายโอฬาร กิจเลิศไพโรจน์ อดีตเลขาธิการ พท.
45. นายปลอดประสพ สุรัสวดี
46.พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรอง ผบ.ทบ.
47.นายสุชาติ ลายน้ำเงิน
48.พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
49.นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย
50.พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา อดีต ผบ.ทอ.

51.นายเรวัตร ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุด
52.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตอธิบดี DSIและรองปลัดกระทรวงยุติธรรม
53.นายดำรง พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ
54.นางลัดดาวัลย์ วงศ์ศรีวงศ์
55.นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง
56.พล.ท.สีห์ศักดิ์ เกตุสุริยงศ์ อดีต ผช.เจ้ากรมสื่อสารทหาร
57.นายดุษฎี สินเจิมสิริ อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
58.นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร
59.พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ อดีต ผบ.สส.
60.พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตผบ.ตร.

61.นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีคลัง
62.พล.ต.ท.วินัย ทองสอง อดีต ผบ.ก.ป.
63.นายสาโรช คัชมาตย์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
64.พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต
65.พล.ต.พฤณฑ์ สุวรรณทัต
66.พล.อ.พรชัย กรานเลิศ
67.พล.ต.ต.พีรพันธุ์ เปรมภูติ
68.พล.ต.ท.สถาพร ดวงแก้ว
69.พล.ต.ท.สถานพร หลาวทอง
70.พ.ต.ท.สำเนียง ลือเจียงคำ

71.พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์
72.พ.ต.อ.ฤทธิรงค์ เทพจันดา
73.พล.ต.ท.ชัยยันต์ มะกล่ำทอง
74.นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
75.นายจาตุรนต์ ฉายแสง
76.นายภูมิธรรม เวชยชัย
77.นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา
78.นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์
79.นายวราเทพ รัตนากร
80.พ.ต.อ.สมชาย เพศประเสริฐ

81.พล.อ.อ.สุเมธ โพธิมณี
82.พล.ท.มะ โพธิงาม
83.นายวิศาล เดชะธีราวัฒน์
84.นายกันตธีร์ ศุภมงคล
85.พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค
86.พล.ท.มนัส เปาริก
87.พล.ต.ท.วัช บุญเมือง
88.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว
89.นายเฉลิมพล สนิทวงศ์
90.นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล

91.พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ
92.นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร
93.นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์
94.พล.ต.ต.วิทูรย์ คลังพลอย
95.พล.อ.อำนวย ถิระชุณหะ
96.นางทัสน์วรรณ มุสิกบุญเลิศ
97.นายฐิติมา ฉายแสง
98.นายกมล บันไดเพชร
99.พล.ร.ท.สิวิชัย สิริสาลี อดีตผบ.นาวิกโยธิน และ
100.พล.อ.อ.สมชัย พละพงศ์

ในขณะที่อีกบัญชี ถูกระบุว่าเป็นเครือข่ายระบอบทักษิณ มีจำนวนทั้งสิ้น 101 รายชื่อ แบ่งเป็นแกนนำ นปช. ชุดที่ 1 คือ

1.นายวีระ มุสิกพงศ์
2.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
3.นายจตุพร พรหมพันธุ์
4.นายจักรภพ เพ็ญแข
5.นพ.เหวง โตจิราการ
6.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
7.นายจรัล ดิษฐาอภิชัย
8.พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย
9.นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับแกนนำ นปช. ชุดที่ 2 (ชุดรักษาการ)
10.ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์

11.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน)
12.นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ
13.นายชินวัตร หาบุญพาด
14.นายก่อแก้ว พิกุลทอง
15.นายสุชาติ นาคบางไทร
16.นายสมบัติ บุญงามอนงค์
17.นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข
18.นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือนแกนนำหลักคนอื่นๆ
19.นายอดิศร เพียงเกษ
20.นายอิรสมันต์ พงษ์เรืองรอง

21.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์
22.นายพายัพ ปั่นเกตุ
23.นายไวพจน์ อาภรณ์วัตน์
24.นายการุณ โหสกุล
25.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
26.นายนิสิต สินธุภัย
27.พล.ต.ท.ชัชจ์ กุลดิลก
28.นายสมชาย ไพบูลย์
29.นายวิสา คัญทัพ
30.นายประชาธิปไตย คำสิงห์นอก

31.นาง ไพจิตร อักษรณรงค์
32.นางธิดา โตจิราการ
33.นายสุทิน คลังแสง
34.นายเกียรติกร ภาคเพียรศิลป์
35.นายสุรชัย ด่านวิบูลชัย
36.นายวันชนะ เกิดดี
37.นายสะอาด จันทร์ดี
38.นายชูเกียรติ ด้วงชนะ
39.นายเสถียร วิพรมหา
40.นายบุญทัน ดอกไธสง

41.นายวรพล พรหมิกบุตร
42.นายศิลป์ ราศี
43.นายสิงห์ทอง บัวชุม
44.นายจารุพันธ์ กุลดิลก
45.นางดารุณี กฤตบุญญาลัย
46.นายขวัญชัย ไพรพนา
47นายสุธรรม แสงประทุม
48.นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ
49.นายเมธี อมรวุฒิกุล
50.นายเจ๋ง ดอกจิก

51.นายคารม พลทกลาง
52.นายพิชา วิจิตรศิลป์
53.นุช พจมาน
54.มุข เมธิณี
55.นายธีระเพชร ศิริกุล
56.นายเพชรวรรด
57.ดีเจอ้อม ชมรมรักเชียงใหม่ 51
58.นายวัชรพงศ์ คงมั่น
59.นายวรชัย เหมะ
60.นายเสงี่ยม สำราญรัก

61.นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ
62.นายบุญเลิศ จาวิโรจน์
63.นายสำเริง เกษมรัตน์
64.นายจิรายุ ห่วงทรัพย์
65.นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์
66.นายสุนา หินแก้ว
67.นางสาววิสาระดี เตชะธีระวัฒน์
68.นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง
69.นายภิญญา ช่วยปลอด
70.นายอภิชาต ทันพุฒ

71.นายวิบูลย์ แช่มชื่น
72.นางศิริวรรณ แกนนำอเมริกา
73.นายสุนัย จุลพงศ์ธร
74.นายลักษณ์ เรขานิเทศ
75.นายรัตนพล ส.วรพิน
76.นายอรรถชัย อนันตเมฆ
77.นายคำสิงห์ ศรีนอก
78.นายจิ้น กรรมาชน
79.นายสันต์ หัตถีรัตน์
80.นายประสิทธิ์ ค่ายกนกวงศ์

81.นางสุนันทา ธรรมธีระ
82.นายทรงชัย วิมลภัตรานนท์
83.นายพันธ์ศักดิ์ ซาบุ
84.นายรัญ กอทอมอ FM94.75
85.นายเสนอ FM 95.25
86.นายพีระ FM 97.25
87.พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี
88.พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล
89.พล.ต.ต.ไพฑูรย์ เชิดมณี
90.พล.ต.สุชาติ กาญจนวิเศษ

91.พล.ต.เกรียงศักดิ์ รักษาสัตย์
92.พล.ต.ต.ชวลิต มโนสุนทร
93.พล.ต.ต.จรัญ ชิตะปัญญา
94.พล.ต.ต.บุญเลิศ นันทวิสิทธิ์
95.พล.ต.ต.ชัยชาญ กิติจันทร์
96.พ.ต.อ.พลสันต์ พันธ์อาทิตย์
97.พ.ต.อ.เสนาะ เขมะประภา
98.น.ต.สมหมาย พงษ์ประยูร
99.ร.อ.นิพนธ์ งามเสน่ห์
100.พ.ต.อ.ชูเกียรติ ด้วงชนะ และ
101.พ.ต.ท.เสงี่ยม สำราญรัก

ที่ สำคัญและน่าจะช๊อกสังคมอย่างหนักก็คือ แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้า บัญชีดำชุดนี้ก็ยังไม่ยกเว้น เพราะมีการระบุ รายชื่อพระสงฆ์ที่เคลื่อนไหวทางศาสนาที่ควรเฝ้าระวัง ไว้ด้วยถึง 11 รูป คือ

1.พระธรรมกิตติเมธี วัดสัมพันธวงศ์
2.พระธรรมสุธี วัดมหาธาตุ
3.พระธรรม วัดประยูรวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์
4.พระธรรมสิทธินายก วัดสระเกศ
5.พระธรรมคุณาภรณ์ วัดสามพระยา
6.พระเทพวิสุทธิกวี วัดโสมนัสวิหาร
7.พระเทพปริยัติวิมล วัดบวรนิเวศ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
8.พระราชญาณวิสิฐ์ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ราชบุรี
9.พระสิทธินิติธาดา วัดมหาธาตุ
10.พระครูสังฆวินัย วัดมหาธาตุ และ
11.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย วัดชนะสงคราม

อีก ทั้งยังมีหมายเหตุถึง กลุ่มพระสงฆ์ในเครือข่าย มจร. บางส่วนที่เคลื่อนไหวในต่างจังหวัดและกทม. (กลุ่มที่ดำเนินการทางด้านศาสนาในสายพระครูสังฆพินัย) อีก 6 รูป โดยไม่ระบุชื่อ

เป็นรายชื่อที่สร้างความตกตะลึง และช็อกอย่างรุนแรงให้กับผู้ที่พบเห็นเอกสารบัญชีดำดังกล่าว ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน?

เพราะจริงๆ แล้ว หากจะเหมารวมรายชื่อผู้ที่มีจิตใจประชาธิปไตยเช่นนี้ คงต้องมีคนไทยกว่าครึ่งประเทศ มีพระภิกษุสงฆ์อีกจำนวนกว่าครึ่งของวัดที่มีทั่วประเทศ

ตัณหาของ อำนาจและผลประโยชน์การเมือง กำลังทำให้กลุ่มอำมาตยาธิปไตย แสดงพฤติกรรมด้านมืด และความดักดานทางความคิดออกมาให้สังคมไทยประจักษ์ชัดมากขึ้นทุกที

นี่คิดจะแบ่งแยกประชาชนกันจริงๆ หรือ???

เบื้องลึก9ท่านเปาไผเป็นไผ? วงในแซ่ดสายเปรมคุม!

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 26, 2010

เบื้องลึก9ท่านเปาไผเป็นไผ? วงในแซ่ดสายเปรมคุม!


องค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์-9ผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์76,000ล้านบาท ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้านในการตัดสินคดีประวัติศาสตร์ 26 กุมภาพันธ์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 กุมภาพันธ์ 2553

คน"แวด วงใน"โจษขานกันว่า มีคนของ"สายเปรม"อยู่ 2 ราย คนแรกมีชื่อเล่นว่า"เจี๊ยบ" อีกคนชื่อเล่นว่า"ชิน" เป็นคนที่ไม่นิยมแต่งงาน เข้าบ้านสี่เสาได้โดยไม่ต้องนัด.."เจี๊ยบ"เป็นคนที่คัดรายชื่อท่านเปาเสนอ ให้เปรมพิจารณา "เจี๊ยบ"ชอบแสดงตัวว่า"รู้ลึกรู้ดี" เช่นเคยพูดล่วงหน้าว่า นายสันติ ทักราล จะได้เป็นประธานศาลฏีกา ต่อมาก็ได้เป็นจริงๆ และพูดล่วงหน้าอีกว่า นายสันติจะได้เป็นองคมนตรี ก็ได้เป็นในเวลาต่อมา

ส่วน"ชิน "นั้นคือตัวเชื่อมต่อไปยังท่านเปาในระดับต่างๆ ที่คุมคดีที่เกี่ยวกับอดีตนายกฯทักษิณ เช่น "ชีพ"คนมีตำแหน่งระดับอธิบดี เป็นคนคุมเกมระดับรองลงไป


ดังที่เอแบคโพลล์เสนอผล สำรวจว่า ประชาชนเชื่อมั่นในคำตัดสินคดียึดทรัพย์ที่จะเกิดขึ้นและลุ้นระทึกในวันที่ 26 ก.พ. แต่องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 ท่านก็ไม่วายตกอยู่ใต้แรงกดดันรอบด้าน

สาย พันธมิตร นายสำราญ รอดเพชร กล่าวหาหนักหนาเรื่องมีการนำเสนอสินบน และอ้างว่า4รายใน9รายได้รับข้อเสนอไปแล้ว ซึ่งเป็นแรงกดดันชนิด"ตีปลาหน้าไซ"เพราะหากมีการตัดสินให้ทักษิณพ้นผิด พธม.ก็คงได้ทีอ้างว่า"นั่นไง ว่าแล้ว" หากผลออกไปอีกทาง ก็จะมีข้อแก้ตัวว่า"ว่าแล้ว ศาลซื้อไม่ได้" สรุปคือพันธมารได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณแม้จะ เงียบในที่ตั้งไม่ออกมากดดันใดๆ รวมทั้งแกนนำ3เกลอปรับขบวนไม่ยอมม็อบใหญ่ มีเพียงสายสุรชัย แซ่ด่าน เปิดเวทีปราศรัยท้องสนามหลวง ทว่าก็มีข่าวแพร่มาจาก"วงใน" ตั้งข้อกังขาว่าท่านเปาสายเปรมอาจเป็นเงาตะคุ่มๆอยู่

เรามารู้จักผู้พิพากษาในองค์คณะดูว่า ไผเป็นไผ


1.นายกำพล ภู่สุดแสวง


ตำแหน่ง-ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

ประวัติผลงาน-เป็น องค์คณะคดีทุจริตปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่ง ประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ให้กับรัฐบาลพม่าวงเงิน 4,000 ล้านบาทที่ คตส.ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และองค์คณะคดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ที่ คตส.ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ กับพวกรวม 47 คน

2.นายธานิศ เกศวพิทักษ์

ตำแหน่ง-ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา

ผลงาน-เคย เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ร่วมวินิจฉัยด้วยคะแนน 9ต่อ 0 ให้ยุบพรรคไทยรักไทย ในคดีทุจริตการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2548 แต่ธานิศเป็น 1 ใน 3 ตุลาการเสียงข้างน้อย ที่วินิจฉัยไม่ให้ตัดสิทธิทางการเมืองกับคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย

3.นายประทีป เฉลิมภัทรกุล

ตำแหน่ง-ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา

ผลงาน-เป็น หนึ่งในองค์คณะคดีออกกฎหมายแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างจำหน่ายคดีชั่วคราว เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มาศาล


4.พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์(คนที่1แถวที่2ในภาพใหญ่)

ตำแหน่ง-ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

5.นายพิทักษ์ คงจันทร์

ตำแหน่ง-ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา

ผลงาน-มา แทน "นายบุญรอด ตันประเสริฐ" ที่ขอลาออกเนื่องจากเสียงวิจารณ์กรณีมติคดีกล้ายางพารา "รั่ว" ซึ่งบุญรอดเป็นองค์คณะผู้พิพากษาคดีดังกล่าวอยู่ด้วย

6.นายสมศักดิ์ เนตรมัย

ตำแหน่ง-ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนและหัวหน้าทีมผู้พิพากษาคดีนี้ ผู้มีประสบการณ์ตัดสินคดีสำคัญๆ ทางการเมือง มาอย่างโชกโชน

ผลงาน-เป็น หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาที่ตัดสินให้จำคุก "วัฒนา อัศวเหม" อดีต รมช.มหาดไทย เป็นเวลา 10 ปี ในคดีทุจริตคลองด่าน และตัดสินจำคุกอดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช.กรณีขึ้นเงินเดือนตัวเอง เป็นเวลา 2 ปี

ที่สำคัญ เคยร่วมตัดสินคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาฯ 772 ล้านบาท ที่พิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปีด้วย

7.นายอดิศักดิ์ ทิมมาตย์
ตำแหน่ง-ประธานแผนกคดีเยาวชนในศาลฎีกา

ผลงาน-มาแทน "ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช" ที่พ้นจากองค์คณะคดียึดทรัพย์ เนื่องจากอายุ 60 ปี และย้ายไปเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์

8.นายไพโรจน์ วายุภาพ

ตำแหน่ง-ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

9.ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล

ตำแหน่ง-ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

โจษขานสาย"เปรม"คุมคดี

ขณะ เดียวกัน คน"แวดวงใน"โจษขานกันว่า มีคนของ"สายเปรม"อยู่ 2 ราย คนแรกมีชื่อเล่นว่า"เจี๊ยบ" อีกคนชื่อเล่นว่า"ชิน" เป็นคนที่ไม่นิยมแต่งงาน เข้าบ้านสี่เสาได้โดยไม่ต้องนัด.."เจี๊ยบ"เป็นคนที่คัดรายชื่อท่านเปาเสนอ ให้เปรมพิจารณา "เจี๊ยบ"ชอบแสดงตัวว่า"รู้ลึกรู้ดี" เช่นเคยพูดล่วงหน้าว่า นายสันติ ทักราล จะได้เป็นประธานศาลฏีกา ต่อมาก็ได้เป็นจริงๆ และพูดล่วงหน้าอีกว่า นายสันติจะได้เป็นองคมนตรี ก็ได้เป็นในเวลาต่อมา

ส่วน"ชิน "นั้นคือตัวเชื่อมต่อไปยังท่านเปาในระดับต่างๆ ที่คุมคดีที่เกี่ยวกับอดีตนายกฯทักษิณ เช่น "ชีพ"คนมีตำแหน่งระดับอธิบดี เป็นคนคุมเกมระดับรองลงไป

อย่างไรก็ตามไทยอีนิวส์ได้แต่ หวังว่า การโจษขานทั้งหลายทั้งปวงทั้งจากฝ่ายพันธมิตร และชุมชนอินเตอร์เน็ตนั้น จะเป็นเพียง"ข่าวลือ"ที่ไร้มูล เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมของไทยยังคงความน่าเชื่อถือต่อไป

โลกหยุดหมุน

โลกหยุดหมุน

คอลัมน์ เหล็กใน




หลังจากโลกของการเมืองหมุนรอบคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มานานนับเดือน

ก็มาถึงวันโลกหยุดหมุนรอฟังคำตัดสินศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง

จะยึด ไม่ยึด หรือยึดแค่บางส่วน

อีกไม่กี่อึดใจข้างหน้าคงได้รู้กัน

ซึ่งไม่ว่าผลคำตัดสินออกมาอย่างไรก็จะถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

จำได้ว่าเมื่อครั้งศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทย ศาลได้ใช้เวลาอ่านคำพิพากษาอยู่นานหลายชั่วโมง

ครั้งนี้ก็คงไม่มากน้อยกว่ากันเท่าไหร่

และคำพิพากษาอาจฟังยากกว่าด้วยซ้ำในแง่ประชาชนทั่วไปที่ไม่มีความรู้เรื่องข้อกฎหมายเป็นทุนเดิม

โดยเฉพาะคดียึดทรัพย์นี้มีเนื้อหาความเป็นมาค่อนข้างสลับซับซ้อนกว่าคดียุบพรรค

บางช่วงบางตอนหลายคนฟังแล้วอาจไม่เข้าใจถ่องแท้

ตรงนี้เองเป็นหน้าที่ของเหล่าบรรดานักกฎหมายหรือนักวิชาการด้านนิติศาสตร์ ต้องช่วยออกมาขยายความคลี่คลายแง่มุมต่างๆ ในคำพิพากษา

ให้ประชาชนในสังคมได้เข้าใจอย่างถูกต้องและละเอียดถี่ถ้วน

อธิบายให้เห็นว่าศาลท่านได้ตัดสินคดีด้วยความยุติธรรมอย่างไร

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครนำเอาผลคำตัดสินไปบิดเบือนสร้างความเสียหายให้ผู้พิพากษาองค์คณะ

หรือใช้เป็นเครื่องมือใส่ร้ายทำลายการเมืองฝ่ายตรงข้ามเหมือนอย่างที่มีโฆษกพรรคการเมืองบางพรรคกระทำก่อนหน้านี้

ยังดีศาลท่านเมตตาไม่อยากเอาเรื่อง ก็เลยรอดตัวไป

เอาเป็นว่าสำหรับประชาชนทั่วไปทุกเพศ ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ

ถ้าพอมีเวลาก็อยากให้สละมาฟังการอ่านคำพิพากษาคดีนี้

ใครฟังแล้วไม่เข้าใจก็แนะนำให้ติดตามทางสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ

เพราะเชื่อว่าทุกสื่อคงต้องเสนอข่าวนี้กันอย่างครึกโครม

นักวิชาการนิติศาสตร์หรือนักกฎหมายก็คงออกมาแสดงความเห็นผ่านสื่อกันอย่างคึกคักทุกแง่มุม

จึงอยากให้รอฟังหรือรออ่านกันต่อไป

นอกจากจะได้ความรู้แล้วที่สำคัญคือจะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือให้ใครชักจูงออกไปเคลื่อนไหวตามถนนหนทางได้ง่ายๆ

หรือถ้าใครอยากจะออกไปก็ต้องออกไปแบบคนที่มีความรู้ฉลาดเท่าทัน

ไม่ใช่ออกไปแบบเอามันลูกเดียว
ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNakkyTURJMU13PT0=&sectionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBeE1DMHdNaTB5Tmc9PQ==

วันที่ถูกจารึก

วันที่ถูกจารึก

วันนี้ แล้ว...วันประวัติศาสตร์วันแห่งการยึดทรัพย์ เจ็ดหมื่นหกพันล้าน ของคนในตระกูล ชินวัตร..เงินและจำนวนมหาศาลของมันไม่ใช่สาระสำคัญของประวัติศาสตร์..แต่มัน จะเป็นเริ่มต้นของอวสานของหลักการและเหตุผลของผู้คนบนแผ่นดินนี้เพียงเพราะ ต้องการหักล้างเอาชนะกันในทางการเมือง..ผู้ชนะสามารถกระทำการเช่นใดก็ได้ อย่างไรก็ได้กับผู้พ่ายแพ้..มันก็เหมือนกับการปฏิวัติวัฒนธรรมในยุคหนึ่งของ ประเทศจีน...ไม่มีศัตรูคนใดของเจียงจิงและสมุนทั้งสาม..

รอดพ้นจากการถูกคุกคามและบุกทำลาย..มาดามเจียงจิงอ้างอิงบางคำพูดของ ประธานเหมา..ก่อกรรมทำเข็ญให้กับคนทั้งแผ่นดินแต่..ไม่มีความอยุติธรรมใดๆ จะคงทนอยู่ได้...ชีวิตและโลกดำรงตนอยู่ได้ ก็เพราะบนแกนหมุนของมันมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง..ในที่สุดความถูกต้องชอบธรรมก็ จะต้องกลับคืนมาทว่ามันเดินมาเหนือหลุมศพของสมาชิกแห่งแก๊งออฟโฟร์..และ เชือกคอคนของมาดามเจียงจิงกลับมาถึงเรื่องราวของการยึดทรัพย์...เงินทั้ง สิ้นนั้นมันมาจากหุ้นที่ถูกขาย..

และหุ้นที่ถูกขายในขันเดียวกันนั้น มันไม่ใช่ของ ทักษิณ ชินวัตร..แต่ลำพังมันเป็นกรรมสิทธิ์..ของผู้ที่ถือกรรมสิทธิ์ที่ชอบธรรมตาม กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น ลูกสาว ลูกชาย คุณหญิงผู้ภริยา หรือ บรรณพจน์ ดามาพงษ์..เขาเหล่านั้น..ไม่ได้เล่นการเมือง ไม่มีอำนาจหน้าที่หรือบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดิน..และทรัพย์สินเหล่า นั้นมีมาแล้วก่อนหน้าที่ ทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาสู่การเมือง..และทรัพย์สินเหล่านั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นมาจากอำนาจทาง การเมืองของทักษิณ..และมัน

เคยมีราคาถึงแสนล้านมาแล้วก่อนหน้า..มันจึงไม่ใช่วัวกินหญ้า..ในทัศนคติ ของโคหรือควายไม่ว่าผลของมันจะเป็นอย่างไร...มันก็จะเป็นประวัติศาสตร์หน้า สำคัญของประเทศไทย..มันเป็นผลพวงที่จะชี้ชัดไปในอนาคตของประเทศว่า..ในยุค อันมืดมนยุคหนึ่ง..ประเทศของพวกเขาปี้ป่นลงอย่างไร..กับการแย่งชิงอำนาจของ ผู้ทรงอำนาจที่ขาดทั้งหิริโอตัปปะมันจะเป็นวันแห่งการเปลี่ยนแปลงจากประวัติ ศาสตร์หน้าหนึ่งไปสู่อีกประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง

ที่มา http://www.bangkok-today.com/node/4479

ตุรกีจับบิ๊กทหารเกษียณ เหตุวางแผนก่อรัฐประหาร

ตุรกีจับบิ๊กทหารเกษียณ เหตุวางแผนก่อรัฐประหาร


ภาพจาก AP

23 ก.พ. 2010 - นายพลปลดเกษียณ 17 นายของตุรกีถูกจับกุมในข้อหาสงสัยว่าจะก่อการรัฐประหารโค่นล้มผู้นำ นอกจากนี้ยังมีทหารนาวิกโยธิน 4 นาย และผู้ต้องสงสัยอื่น ๆ รวม 40 ราย ถูกตำรวจจับกุมเนื่องจากถูกสงสัยว่ากำลังจะก่อ "ปฏิบัติการค้อนยักษ์" เพื่อโค่นล้มรัฐบาลอิสลามพรรคเอเคพี (AKP)

ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหอกวางแผนก่อรัฐประหารคือ อดีตผู้นำทหารอากาศ อิบราฮิม เฟอร์ตินา, อดีตผู้นำทหารเรือ ออซเดน ออร์เนค และอดีตผู้นำกองทัพหลัก เซติน โดแกน

โดย "ปฏิบัติการค้อนยักษ์" ถูกเปิดโปงเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาโดยหนังสือพิมพ์ทาราฟของฝ่ายเสรีนิยม ซึ่งระบุว่ามีการวางแผนกันตั้งแต่เดือน มี.ค. ปี 2003 โดยยังได้ตีพิมพ์บทสนทนาจากเทปเสียงที่เป็นหลักฐานว่ามีการวางแผนต่อต้าน รัฐบาล

ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ของกองทัพ ปฏิเสธว่าการประชุมนั้นเป็นการรับมือกับสงครามฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนก่อรัฐประหาร

ผู้ต้องสงสัยดังกล่าวถูกสงสัยว่ากำลังวางแผนวางระเบิดมัสยิดและสร้างความ สัมพันธ์ตึงเครียดกับกรีก เพื่อทำให้รัฐบาลเสื่อมเสียชื่อเสียง

โฆษกจากสหภาพยุโรป (EU) กล่าวในประเด็นนี้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายและชาวตุรกีควรได้รับรู้ความจริง และควรมีการดำเนินการโดยเคารพหลักการของกระบวนการศาล

พรรครัฐบาลถูกกล่าวหาละเมิดรัฐธรรมนูญ แปลงรัฐฆราวาสเป็นรัฐศาสนา
ก่อนหน้านี้กองทัพซึ่งอยู่ในฝ่ายฆราวาส (Secularist) มักจะมีบทบทแทรกแซงการเมืองของตุรกีอย่างมาก สามารถโค่นล้มรัฐบาลมาได้แล้ว 4 ครั้งตั้งแต่ปี 1960 โดยครั้งล่าสุดได้บังคับให้นายกรัฐมนตรี เนคเมทติน เออร์บากาน ผู้นับถืออิสลามลาออกจากตำแหน่งในปี 1997

โดยต่อมาผู้นำส่วนหนึ่งจากพรรคของเออร์บากานที่ปัจจุบันถูกยุบพรรคไปแล้ว ก็มาก่อตั้งพรรค AKP ซึ่งทางพรรคได้อาศัยแนวทางแบบอิสลามในการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมือง จนสามารถแก้ไขปัญหาภาวะเงินเฟ้อได้ โดยหนังสือพิมพ์ 'ดิ อิโคโนมิสท์' เคยบอกว่ารัฐบาลพรรค AKP ถือเป็นรัฐบาลที่ระสบความสำเร็จมากที่สุดของตุรกีในช่วงหลายสิบปีนี้ โดยพรรค AKP ขณะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดด้วยคะแนนเสียงจากประชาชน

อย่างไรก็ตามการอาศัยแนวทางแบบศาสนาอิสลามก็ทำให้พรรคถูกกล่าวหาว่ามี เจตนาแฝงในการเปลี่ยนตุรกีให้เป็นรัฐศาสนา ซึ่งถือว่าผิดหลักการรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าตุรกีเป็นรัฐฆราวาส (Secular State) แต่ทางพรรคก็ปฏิเสธว่าพวกเขาเป็นเพียงพรรคการเมืองที่ไม่ฝักใฝ่ในศาสนาใด

ฝ่ายค้านวิจารณ์การจับกุมอดีตนายทหารระดับสูง
การจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อรัฐประหารในครั้งนี้ถูกพรรคฝ่ายค้านของตุรกี วิพากษ์วิจารณ์ เดนิซ เบย์คาล หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านตั้งคำถามว่าเหตุใดถึงมีการจับกุมตัวอดีตนายพลที่กำลัง ใส่ชุดนอนดูโทรทัศน์อยู่ที่บ้านในเรื่องต้องสงสัยเมื่อ 7 ปีมาแล้ว ขณะที่หัวหน้าพรรคชาตินิยม เดฟเลท บาห์เซลี กล่าวว่าการจับกุมของรัฐบาลทำไปด้วยความรู้สึกเกลียดชังและต้องการล้างแค้น